เคยรู้สึกเหมือนผมกันบ้างรึเปล่า
ที่ว่า บางครั้งน่ะ เราก็ต้องการหาคนคอยรับฟังเรื่องราวชีวิตเหมือนกัน
เพื่อน คงเป็นตัวเลือกแรกๆที่คนทั่วไปจะเลือก รวมถึงตัวผมเอง
เพื่อนนี่รวมสองเพศน่ะ คือทั้งชาย ทั้งหญิง
แต่ส่วนใหญ่
ผมจะเลือกเพื่อนผู้หญิง ไม่รู้ทำไม
รู้สึกว่าผู้หญิงจะยอมทนฟังเรื่องเครียดๆมากกว่าเพื่อนผู้ชาย
แต่วันไหนก็ตามที่มีเรื่องร้อนใจ
และแน่นอน ย่อมคาดหวัง ที่จะให้เขาเหล่านั้นรับฟังเหมือนก่อนก่อน
แล้วถ้าวันหนึ่งที่เขาเหล่านั้นไม่ฟังอีกต่อไปแล้วล่ะ
??
ก็แค่อยากหาคนที่มารับฟังได้บ้าง
มันเหมือนอุ่นใจ ที่อย่างน้อยก็ยังมีเพื่อนอยู่ข้างเรา
แต่ว่าหลายวันนี้
ไม่ได้คุยกับเพื่อนเลย ซักคนเดียว
เอ็มก็เปิดทิ้งไว้งั้นๆ
แต่ก็ไม่มีคนมาคุยด้วย
อีกอย่างตัวผมเองก็ไม่มีเวลาจะคุยกับพวกเขาเหมือนกัน
ตอนนี้เหมือนล่องเรือคนเดียว แบบไม่มีผู้ช่วย
ไม่มีลูกเรือ
แม่งเคว้งชิบหายเลย
เอาจริงๆ
..
ไม่เป็นไร
ยังไงกูก็ยังต้องทำหน้าที่ของกูต่อไป
เวลาผ่านไปผ่านไป ไม่เคยรอใคร
บางทีก็อยากจะให้วันหนึ่งมีมากกว่า 24 ชั่วโมง
เพราะว่าในเวลา 24 ชั่วโมงไม่สามารถทำทุกอย่างที่จำเป็นต้องทำได้
รวมถึงการนอนวันละ 8-10 ชั่วโมง
ไม่มีเวลานอน เพราะมันแต่ซ้อมเปียโน
อ่านหนังสือ
กว่าจะได้นอน รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนตื่นนอน ว่าต้องไปโรงเรียนอีกแล้ว
โคตรรู้สึกยอมแพ้ เลยว่ะ
ชีวิตแม่งโหดเกินไปละ
เห็นไหมว่าเวลาที่ต้องการใครซักคนนั่งฟัง แล้วมันหาไม่เจอ
มันเจ็บปวด
ไม่เป็นไร
ไดอารี่นี่แม่งก็ช่วยได้เหมือนกัน
วันเสาร์นี้มีแข่งเปียโน
วันอาทิตย์มีคอนเสิร์ต
โอ้มายกู้ดเนส
ไม่เป็นไร
อดทนไว้
..
อดทนไว้
เคยรู้สึกเหมือนผมกันบ้างรึเปล่า
ที่ว่า บางครั้งน่ะ เราก็ต้องการหาคนคอยรับฟังเรื่องราวชีวิตเหมือนกัน
เพื่อน คงเป็นตัวเลือกแรกๆที่คนทั่วไปจะเลือก รวมถึงตัวผมเอง
เพื่อนนี่รวมสองเพศน่ะ คือทั้งชาย ทั้งหญิง
แต่ส่วนใหญ่
ผมจะเลือกเพื่อนผู้หญิง ไม่รู้ทำไม
รู้สึกว่าผู้หญิงจะยอมทนฟังเรื่องเครียดๆมากกว่าเพื่อนผู้ชาย
แต่วันไหนก็ตามที่มีเรื่องร้อนใจ
และแน่นอน ย่อมคาดหวัง ที่จะให้เขาเหล่านั้นรับฟังเหมือนก่อนก่อน
แล้วถ้าวันหนึ่งที่เขาเหล่านั้นไม่ฟังอีกต่อไปแล้วล่ะ
??
ก็แค่อยากหาคนที่มารับฟังได้บ้าง
มันเหมือนอุ่นใจ ที่อย่างน้อยก็ยังมีเพื่อนอยู่ข้างเรา
แต่ว่าหลายวันนี้
ไม่ได้คุยกับเพื่อนเลย ซักคนเดียว
เอ็มก็เปิดทิ้งไว้งั้นๆ
แต่ก็ไม่มีคนมาคุยด้วย
อีกอย่างตัวผมเองก็ไม่มีเวลาจะคุยกับพวกเขาเหมือนกัน
ตอนนี้เหมือนล่องเรือคนเดียว แบบไม่มีผู้ช่วย
ไม่มีลูกเรือ
แม่งเคว้งชิบหายเลย
เอาจริงๆ
..
ไม่เป็นไร
ยังไงกูก็ยังต้องทำหน้าที่ของกูต่อไป
เวลาผ่านไปผ่านไป ไม่เคยรอใคร
บางทีก็อยากจะให้วันหนึ่งมีมากกว่า 24 ชั่วโมง
เพราะว่าในเวลา 24 ชั่วโมงไม่สามารถทำทุกอย่างที่จำเป็นต้องทำได้
รวมถึงการนอนวันละ 8-10 ชั่วโมง
ไม่มีเวลานอน เพราะมันแต่ซ้อมเปียโน
อ่านหนังสือ
กว่าจะได้นอน รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนตื่นนอน ว่าต้องไปโรงเรียนอีกแล้ว
โคตรรู้สึกยอมแพ้ เลยว่ะ
ชีวิตแม่งโหดเกินไปละ
เห็นไหมว่าเวลาที่ต้องการใครซักคนนั่งฟัง แล้วมันหาไม่เจอ
มันเจ็บปวด
ไม่เป็นไร
ไดอารี่นี่แม่งก็ช่วยได้เหมือนกัน
วันเสาร์นี้มีแข่งเปียโน
วันอาทิตย์มีคอนเสิร์ต
โอ้มายกู้ดเนส
ไม่เป็นไร
อดทนไว้
..
อดทนไว้
ช่วงนี้เบื้อเบื่อเหลือเกินนนน
โอ้มายก้อด
ไม่รู้ว่าเป็น(เหี้ย)อะไร
ชีวิตแม่งก็ประสบความสำเร็จดีนี่หว่า
แต่กลับหมดอะไรตายอยาก
ซะงั้นน่ะ
555
มีจุดมุ่งหมายสุดๆ
แต่ว่าไม่มีแรงบัลดาลใจให้บรรลุจุดหมายอ่ะดิ
ตอนนี้รู้สึกว่าความคิดของตัวเองกำลังเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
ไม่รู้ว่าเด็กขึ้นหรือโตขึ้น
แต่ว่าเมื่อก่อนนะ
เพิ่มจะมองความสำเร็จระยะยาว
หมายถึงว่า จะมองว่า ปีนี้ประสบความสำเร็จไหม
หรือ ครึ่งปีที่ผ่านมา
ตัวเรานี้มีการพัฒนาไปในทางไหน
แต่พอยิ่งเวลาผ่านไปเรื่อยๆ
การพิจารณาตัวเองมันสั้นลงขึ้นทุกวัน
จากการประเมินผลรายปี
กลายเป็นรายครึ่งปี
แล้วก็เป็นแบบไตรมาส
แล้วมันก็กลายเป็นทุกเดือน
จนถึงตอนนี้มันกลายเป็นรายวันมากกว่า
วันนั้นนั่งคิดนอนคิดทฤษฎีใหม่ได้อย่างนึง
ว่า
ถ้าเราพิจารณาความสมบูรณ์ถี่ขึ้นเท่าไหร่
ก็หมายความว่า
เราจะยิ่งเข้าใกล้ความสำเร็จเท่านั้น
คือแบบ
ถ้ามองความเร็จแค่ทุกๆวัน
ถ้าทุกๆวันทำให้ดีที่สุด
ก็จะได้รับสิ่งที่ดีดีอยู่แล้ว
แต่ถ้ายิ่งมองละเอียดเข้าไปอีก
กลายเป็นทุกๆชั่วโมง
ถ้าทำทุกชั่วโมงในหนึ่งวันให้สมบูรณ์เป็นเอกเทศน์
ชีวิตก็จะยิ่งสมบูรณ์
ยิ่งละเอียดขึ้นเท่าไหร่
ก็ยิ่งดีกับตัวเราเองมากเท่านั้น
แบบนี้ก็เข้ากับหลักทำสมาธิของพุทธศาสนาที่ว่า
เราต้องมีสติสัมปชัญญะ
ในทุกๆลมหายใจ
ไม่ใช่วัดผลโดยรวม
ถ้าแบบนี้
สักวันหนึ่งมันคงกลายเป็น
ตัวของเราวัดผลตัวเองทุกๆนาทีของชีวิต
เพราะฉะนั้น
เวลาทุกๆนาที
ก็จะถูกใช้อย่างมีคุณค่า
บางคนก็บอกว่า
ผมใช้ชีวิตเคร่งเครียดไปรึเปล่า
จะตอบว่าใช่
ก็คงไม่ผิด
เพราะว่าชีวิตเราไม่รู้จะอยู่ถึงเมื่อไหร่
เวลาทุกคนมีเท่ากัน
แต่ความสำเร็จแต่ละคนไม่เท่ากัน
เพราะทักษะการใช้เวลาไม่เท่ากันน่ะสิ
เอ๊ะ
มันยังไงกัน
ผมเชื่อว่า
90% ของคนที่อ่านอยู่
ไม่เข้าใจว่าผมพูดเรื่องอะไร
แต่ไม่เป็นไร
ก็ไม่ได้หวังให้ใครมาเข้าใจ
เพราะมันคือ
ไดอารี่ของกู
นี่หว่า
เลยตั้งชื่อว่า
กูเพิ่ม
ไง
555
ไปดีกว่า
ถึงเวลานอนแล้ว
เหนื่อยชิบหาย
ถ่ายตอนตื่นนอนเมื่อเดือนที่แล้ว
555
น๊านนานเนอะ
สุดท้ายนี้
ขอขอบคุณพระเจ้า
ที่ให้ผมเกิดมาในโลกใบนี้
เพื่อบรรลุจุดหมายที่ท่านวางไว้
อย่างน้อย
ก็ทำให้ผมได้รู้ว่า
ความอดทน และ ความพยายาม
เป็นยังไง
:)
เคยรู้สึกเหมือนผมกันบ้างรึเปล่า
ที่ว่า บางครั้งน่ะ เราก็ต้องการหาคนคอยรับฟังเรื่องราวชีวิตเหมือนกัน
เพื่อน คงเป็นตัวเลือกแรกๆที่คนทั่วไปจะเลือก รวมถึงตัวผมเอง
เพื่อนนี่รวมสองเพศน่ะ คือทั้งชาย ทั้งหญิง
แต่ส่วนใหญ่
ผมจะเลือกเพื่อนผู้หญิง ไม่รู้ทำไม
รู้สึกว่าผู้หญิงจะยอมทนฟังเรื่องเครียดๆมากกว่าเพื่อนผู้ชาย
แต่วันไหนก็ตามที่มีเรื่องร้อนใจ
และแน่นอน ย่อมคาดหวัง ที่จะให้เขาเหล่านั้นรับฟังเหมือนก่อนก่อน
แล้วถ้าวันหนึ่งที่เขาเหล่านั้นไม่ฟังอีกต่อไปแล้วล่ะ
??
ก็แค่อยากหาคนที่มารับฟังได้บ้าง
มันเหมือนอุ่นใจ ที่อย่างน้อยก็ยังมีเพื่อนอยู่ข้างเรา
แต่ว่าหลายวันนี้
ไม่ได้คุยกับเพื่อนเลย ซักคนเดียว
เอ็มก็เปิดทิ้งไว้งั้นๆ
แต่ก็ไม่มีคนมาคุยด้วย
อีกอย่างตัวผมเองก็ไม่มีเวลาจะคุยกับพวกเขาเหมือนกัน
ตอนนี้เหมือนล่องเรือคนเดียว แบบไม่มีผู้ช่วย
ไม่มีลูกเรือ
แม่งเคว้งชิบหายเลย
เอาจริงๆ
..
ไม่เป็นไร
ยังไงกูก็ยังต้องทำหน้าที่ของกูต่อไป
เวลาผ่านไปผ่านไป ไม่เคยรอใคร
บางทีก็อยากจะให้วันหนึ่งมีมากกว่า 24 ชั่วโมง
เพราะว่าในเวลา 24 ชั่วโมงไม่สามารถทำทุกอย่างที่จำเป็นต้องทำได้
รวมถึงการนอนวันละ 8-10 ชั่วโมง
ไม่มีเวลานอน เพราะมันแต่ซ้อมเปียโน
อ่านหนังสือ
กว่าจะได้นอน รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนตื่นนอน ว่าต้องไปโรงเรียนอีกแล้ว
โคตรรู้สึกยอมแพ้ เลยว่ะ
ชีวิตแม่งโหดเกินไปละ
เห็นไหมว่าเวลาที่ต้องการใครซักคนนั่งฟัง แล้วมันหาไม่เจอ
มันเจ็บปวด
ไม่เป็นไร
ไดอารี่นี่แม่งก็ช่วยได้เหมือนกัน
วันเสาร์นี้มีแข่งเปียโน
วันอาทิตย์มีคอนเสิร์ต
โอ้มายกู้ดเนส
ไม่เป็นไร
อดทนไว้
..
อดทนไว้
ช่วงนี้เบื้อเบื่อเหลือเกินนนน
โอ้มายก้อด
ไม่รู้ว่าเป็น(เหี้ย)อะไร
ชีวิตแม่งก็ประสบความสำเร็จดีนี่หว่า
แต่กลับหมดอะไรตายอยาก
ซะงั้นน่ะ
555
มีจุดมุ่งหมายสุดๆ
แต่ว่าไม่มีแรงบัลดาลใจให้บรรลุจุดหมายอ่ะดิ
ตอนนี้รู้สึกว่าความคิดของตัวเองกำลังเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
ไม่รู้ว่าเด็กขึ้นหรือโตขึ้น
แต่ว่าเมื่อก่อนนะ
เพิ่มจะมองความสำเร็จระยะยาว
หมายถึงว่า จะมองว่า ปีนี้ประสบความสำเร็จไหม
หรือ ครึ่งปีที่ผ่านมา
ตัวเรานี้มีการพัฒนาไปในทางไหน
แต่พอยิ่งเวลาผ่านไปเรื่อยๆ
การพิจารณาตัวเองมันสั้นลงขึ้นทุกวัน
จากการประเมินผลรายปี
กลายเป็นรายครึ่งปี
แล้วก็เป็นแบบไตรมาส
แล้วมันก็กลายเป็นทุกเดือน
จนถึงตอนนี้มันกลายเป็นรายวันมากกว่า
วันนั้นนั่งคิดนอนคิดทฤษฎีใหม่ได้อย่างนึง
ว่า
ถ้าเราพิจารณาความสมบูรณ์ถี่ขึ้นเท่าไหร่
ก็หมายความว่า
เราจะยิ่งเข้าใกล้ความสำเร็จเท่านั้น
คือแบบ
ถ้ามองความเร็จแค่ทุกๆวัน
ถ้าทุกๆวันทำให้ดีที่สุด
ก็จะได้รับสิ่งที่ดีดีอยู่แล้ว
แต่ถ้ายิ่งมองละเอียดเข้าไปอีก
กลายเป็นทุกๆชั่วโมง
ถ้าทำทุกชั่วโมงในหนึ่งวันให้สมบูรณ์เป็นเอกเทศน์
ชีวิตก็จะยิ่งสมบูรณ์
ยิ่งละเอียดขึ้นเท่าไหร่
ก็ยิ่งดีกับตัวเราเองมากเท่านั้น
แบบนี้ก็เข้ากับหลักทำสมาธิของพุทธศาสนาที่ว่า
เราต้องมีสติสัมปชัญญะ
ในทุกๆลมหายใจ
ไม่ใช่วัดผลโดยรวม
ถ้าแบบนี้
สักวันหนึ่งมันคงกลายเป็น
ตัวของเราวัดผลตัวเองทุกๆนาทีของชีวิต
เพราะฉะนั้น
เวลาทุกๆนาที
ก็จะถูกใช้อย่างมีคุณค่า
บางคนก็บอกว่า
ผมใช้ชีวิตเคร่งเครียดไปรึเปล่า
จะตอบว่าใช่
ก็คงไม่ผิด
เพราะว่าชีวิตเราไม่รู้จะอยู่ถึงเมื่อไหร่
เวลาทุกคนมีเท่ากัน
แต่ความสำเร็จแต่ละคนไม่เท่ากัน
เพราะทักษะการใช้เวลาไม่เท่ากันน่ะสิ
เอ๊ะ
มันยังไงกัน
ผมเชื่อว่า
90% ของคนที่อ่านอยู่
ไม่เข้าใจว่าผมพูดเรื่องอะไร
แต่ไม่เป็นไร
ก็ไม่ได้หวังให้ใครมาเข้าใจ
เพราะมันคือ
ไดอารี่ของกู
นี่หว่า
เลยตั้งชื่อว่า
กูเพิ่ม
ไง
555
ไปดีกว่า
ถึงเวลานอนแล้ว
เหนื่อยชิบหาย
ถ่ายตอนตื่นนอนเมื่อเดือนที่แล้ว
555
น๊านนานเนอะ
สุดท้ายนี้
ขอขอบคุณพระเจ้า
ที่ให้ผมเกิดมาในโลกใบนี้
เพื่อบรรลุจุดหมายที่ท่านวางไว้
อย่างน้อย
ก็ทำให้ผมได้รู้ว่า
ความอดทน และ ความพยายาม
เป็นยังไง
:)
หวัดดีทุกคน
ว่าไงกันบ้างครับ
ผมสบายดี
:)
สบายดีจริงๆ ไม่ได้ตอแหล
แต่เหนื่อยกายสุดๆ เพราะใช้ชีวิตแบบหนักหน่วงมาครึ่งปีแล้ว
เหมือนเชือกที่ขึงตึงสุดสุด ถ้าเมื่อไหร่มีของมีคมนิดเดียวมาสะกิดก็
แบง
ขาดแบบต่อไม่ติด
555
แต่ไม่เป็นไร
ยังไปไหวอยู่
เดี๊ยวอีกแป๊ปๆก็ได้กลับบ้านแล้ว
ดีใจจัง
ตอนนี้ใจอยู่ที่เมืองไทยแล้ว
โคตรคิดถึงบ้านเลย
แต่ก็ไม่รู้ว่าจะใช้คำว่าคิดถึงบ้าน ได้รึเปล่า
เพราะกลับไป ก็ไม่ค่อยจะอยู่บ้าน
เพียงแต่รู้สึกอุ่นใจ ที่อย่างน้อยก็ได้กลับไปเจออะไรที่คุ้นเคย
มันรู้สึกสบายใจแบบบอกไม่ถูก
ตอนนี้ในใจก็ท่องไว้ทุกวันว่า
ไม่เป็นไร อีกแป๊ปเดียว
โบราณเขาบอกว่า ไม่มีความสำเร็จที่ปราศจากหยาดเหงื่อ
เขาบอกอีกว่า ถ้าไม่เจอทุกข์ ก็คงไม่เจอสุข เพราะไม่เห็นถึงความแตกต่าง
ความจริงมันก็ไม่ได้ทุกข์หรอก
มันแค่เหนื่อย
มีเรื่องกวนใจมากมาย
น่าเบื่อจริงๆ
พอมีเรื่องกวนใจ ก็ไม่มีสมาธิจะทำอะไร
แต่ว่าไม่เป็นไร นั่งสมาธิช่วยผมได้เยอะ
อยากกินข้าวหมูแดงที่ตึกชาญอิสระมาก
ตอนนี้มีอาสาสมัครชื่อ หมิง จะไปกินด้วยกัน เมื่อกลับไทย
555
เธอยังบอกอีกว่า เดี๊ยวจะหาร้านอาหารอร่อยๆแล้วพาไปกิน
ผมก็เลยงงๆว่า เธอจะเลี้ยงด้วยรึเปล่า :P

เมื่อคืนเสือกออนเอ็มทิ้งไว้
มีท่านผู้ประสงค์ดีทักมาหลายท่าน
แต่ผมไม่สามารถตอบได้ เพราะว่าหลับปุ๋ยอยู่
ถ้าใครมีเรื่องคอขาดบาดตายติดต่อผมได้โดย
ส่งเมลล์
หรือ
ทิ้งไว้ที่นี่
โอเค
ไปโรงเรียนดีกว่า
เหนื่อยมาก
PS. to GIBBS -
I've been trying to reach u in past few days at 4pm (states' time)
but apparently u werent there
but neway ill try again at some stage
ive sooo many things to get u up-to-date
ttyl then
ถึง ปอย
เธออยู่ข้างฉันเสมอเลย
ซึ้งใจจัง :)
ถึง หมิง
ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ
ขอบคุณมากจริงๆ
เคยรู้สึกเหมือนผมกันบ้างรึเปล่า
ที่ว่า บางครั้งน่ะ เราก็ต้องการหาคนคอยรับฟังเรื่องราวชีวิตเหมือนกัน
เพื่อน คงเป็นตัวเลือกแรกๆที่คนทั่วไปจะเลือก รวมถึงตัวผมเอง
เพื่อนนี่รวมสองเพศน่ะ คือทั้งชาย ทั้งหญิง
แต่ส่วนใหญ่
ผมจะเลือกเพื่อนผู้หญิง ไม่รู้ทำไม
รู้สึกว่าผู้หญิงจะยอมทนฟังเรื่องเครียดๆมากกว่าเพื่อนผู้ชาย
แต่วันไหนก็ตามที่มีเรื่องร้อนใจ
และแน่นอน ย่อมคาดหวัง ที่จะให้เขาเหล่านั้นรับฟังเหมือนก่อนก่อน
แล้วถ้าวันหนึ่งที่เขาเหล่านั้นไม่ฟังอีกต่อไปแล้วล่ะ
??
ก็แค่อยากหาคนที่มารับฟังได้บ้าง
มันเหมือนอุ่นใจ ที่อย่างน้อยก็ยังมีเพื่อนอยู่ข้างเรา
แต่ว่าหลายวันนี้
ไม่ได้คุยกับเพื่อนเลย ซักคนเดียว
เอ็มก็เปิดทิ้งไว้งั้นๆ
แต่ก็ไม่มีคนมาคุยด้วย
อีกอย่างตัวผมเองก็ไม่มีเวลาจะคุยกับพวกเขาเหมือนกัน
ตอนนี้เหมือนล่องเรือคนเดียว แบบไม่มีผู้ช่วย
ไม่มีลูกเรือ
แม่งเคว้งชิบหายเลย
เอาจริงๆ
..
ไม่เป็นไร
ยังไงกูก็ยังต้องทำหน้าที่ของกูต่อไป
เวลาผ่านไปผ่านไป ไม่เคยรอใคร
บางทีก็อยากจะให้วันหนึ่งมีมากกว่า 24 ชั่วโมง
เพราะว่าในเวลา 24 ชั่วโมงไม่สามารถทำทุกอย่างที่จำเป็นต้องทำได้
รวมถึงการนอนวันละ 8-10 ชั่วโมง
ไม่มีเวลานอน เพราะมันแต่ซ้อมเปียโน
อ่านหนังสือ
กว่าจะได้นอน รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนตื่นนอน ว่าต้องไปโรงเรียนอีกแล้ว
โคตรรู้สึกยอมแพ้ เลยว่ะ
ชีวิตแม่งโหดเกินไปละ
เห็นไหมว่าเวลาที่ต้องการใครซักคนนั่งฟัง แล้วมันหาไม่เจอ
มันเจ็บปวด
ไม่เป็นไร
ไดอารี่นี่แม่งก็ช่วยได้เหมือนกัน
วันเสาร์นี้มีแข่งเปียโน
วันอาทิตย์มีคอนเสิร์ต
โอ้มายกู้ดเนส
ไม่เป็นไร
อดทนไว้
..
อดทนไว้
ช่วงนี้เบื้อเบื่อเหลือเกินนนน
โอ้มายก้อด
ไม่รู้ว่าเป็น(เหี้ย)อะไร
ชีวิตแม่งก็ประสบความสำเร็จดีนี่หว่า
แต่กลับหมดอะไรตายอยาก
ซะงั้นน่ะ
555
มีจุดมุ่งหมายสุดๆ
แต่ว่าไม่มีแรงบัลดาลใจให้บรรลุจุดหมายอ่ะดิ
ตอนนี้รู้สึกว่าความคิดของตัวเองกำลังเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
ไม่รู้ว่าเด็กขึ้นหรือโตขึ้น
แต่ว่าเมื่อก่อนนะ
เพิ่มจะมองความสำเร็จระยะยาว
หมายถึงว่า จะมองว่า ปีนี้ประสบความสำเร็จไหม
หรือ ครึ่งปีที่ผ่านมา
ตัวเรานี้มีการพัฒนาไปในทางไหน
แต่พอยิ่งเวลาผ่านไปเรื่อยๆ
การพิจารณาตัวเองมันสั้นลงขึ้นทุกวัน
จากการประเมินผลรายปี
กลายเป็นรายครึ่งปี
แล้วก็เป็นแบบไตรมาส
แล้วมันก็กลายเป็นทุกเดือน
จนถึงตอนนี้มันกลายเป็นรายวันมากกว่า
วันนั้นนั่งคิดนอนคิดทฤษฎีใหม่ได้อย่างนึง
ว่า
ถ้าเราพิจารณาความสมบูรณ์ถี่ขึ้นเท่าไหร่
ก็หมายความว่า
เราจะยิ่งเข้าใกล้ความสำเร็จเท่านั้น
คือแบบ
ถ้ามองความเร็จแค่ทุกๆวัน
ถ้าทุกๆวันทำให้ดีที่สุด
ก็จะได้รับสิ่งที่ดีดีอยู่แล้ว
แต่ถ้ายิ่งมองละเอียดเข้าไปอีก
กลายเป็นทุกๆชั่วโมง
ถ้าทำทุกชั่วโมงในหนึ่งวันให้สมบูรณ์เป็นเอกเทศน์
ชีวิตก็จะยิ่งสมบูรณ์
ยิ่งละเอียดขึ้นเท่าไหร่
ก็ยิ่งดีกับตัวเราเองมากเท่านั้น
แบบนี้ก็เข้ากับหลักทำสมาธิของพุทธศาสนาที่ว่า
เราต้องมีสติสัมปชัญญะ
ในทุกๆลมหายใจ
ไม่ใช่วัดผลโดยรวม
ถ้าแบบนี้
สักวันหนึ่งมันคงกลายเป็น
ตัวของเราวัดผลตัวเองทุกๆนาทีของชีวิต
เพราะฉะนั้น
เวลาทุกๆนาที
ก็จะถูกใช้อย่างมีคุณค่า
บางคนก็บอกว่า
ผมใช้ชีวิตเคร่งเครียดไปรึเปล่า
จะตอบว่าใช่
ก็คงไม่ผิด
เพราะว่าชีวิตเราไม่รู้จะอยู่ถึงเมื่อไหร่
เวลาทุกคนมีเท่ากัน
แต่ความสำเร็จแต่ละคนไม่เท่ากัน
เพราะทักษะการใช้เวลาไม่เท่ากันน่ะสิ
เอ๊ะ
มันยังไงกัน
ผมเชื่อว่า
90% ของคนที่อ่านอยู่
ไม่เข้าใจว่าผมพูดเรื่องอะไร
แต่ไม่เป็นไร
ก็ไม่ได้หวังให้ใครมาเข้าใจ
เพราะมันคือ
ไดอารี่ของกู
นี่หว่า
เลยตั้งชื่อว่า
กูเพิ่ม
ไง
555
ไปดีกว่า
ถึงเวลานอนแล้ว
เหนื่อยชิบหาย
ถ่ายตอนตื่นนอนเมื่อเดือนที่แล้ว
555
น๊านนานเนอะ
สุดท้ายนี้
ขอขอบคุณพระเจ้า
ที่ให้ผมเกิดมาในโลกใบนี้
เพื่อบรรลุจุดหมายที่ท่านวางไว้
อย่างน้อย
ก็ทำให้ผมได้รู้ว่า
ความอดทน และ ความพยายาม
เป็นยังไง
:)
หวัดดีทุกคน
ว่าไงกันบ้างครับ
ผมสบายดี
:)
สบายดีจริงๆ ไม่ได้ตอแหล
แต่เหนื่อยกายสุดๆ เพราะใช้ชีวิตแบบหนักหน่วงมาครึ่งปีแล้ว
เหมือนเชือกที่ขึงตึงสุดสุด ถ้าเมื่อไหร่มีของมีคมนิดเดียวมาสะกิดก็
แบง
ขาดแบบต่อไม่ติด
555
แต่ไม่เป็นไร
ยังไปไหวอยู่
เดี๊ยวอีกแป๊ปๆก็ได้กลับบ้านแล้ว
ดีใจจัง
ตอนนี้ใจอยู่ที่เมืองไทยแล้ว
โคตรคิดถึงบ้านเลย
แต่ก็ไม่รู้ว่าจะใช้คำว่าคิดถึงบ้าน ได้รึเปล่า
เพราะกลับไป ก็ไม่ค่อยจะอยู่บ้าน
เพียงแต่รู้สึกอุ่นใจ ที่อย่างน้อยก็ได้กลับไปเจออะไรที่คุ้นเคย
มันรู้สึกสบายใจแบบบอกไม่ถูก
ตอนนี้ในใจก็ท่องไว้ทุกวันว่า
ไม่เป็นไร อีกแป๊ปเดียว
โบราณเขาบอกว่า ไม่มีความสำเร็จที่ปราศจากหยาดเหงื่อ
เขาบอกอีกว่า ถ้าไม่เจอทุกข์ ก็คงไม่เจอสุข เพราะไม่เห็นถึงความแตกต่าง
ความจริงมันก็ไม่ได้ทุกข์หรอก
มันแค่เหนื่อย
มีเรื่องกวนใจมากมาย
น่าเบื่อจริงๆ
พอมีเรื่องกวนใจ ก็ไม่มีสมาธิจะทำอะไร
แต่ว่าไม่เป็นไร นั่งสมาธิช่วยผมได้เยอะ
อยากกินข้าวหมูแดงที่ตึกชาญอิสระมาก
ตอนนี้มีอาสาสมัครชื่อ หมิง จะไปกินด้วยกัน เมื่อกลับไทย
555
เธอยังบอกอีกว่า เดี๊ยวจะหาร้านอาหารอร่อยๆแล้วพาไปกิน
ผมก็เลยงงๆว่า เธอจะเลี้ยงด้วยรึเปล่า :P

เมื่อคืนเสือกออนเอ็มทิ้งไว้
มีท่านผู้ประสงค์ดีทักมาหลายท่าน
แต่ผมไม่สามารถตอบได้ เพราะว่าหลับปุ๋ยอยู่
ถ้าใครมีเรื่องคอขาดบาดตายติดต่อผมได้โดย
ส่งเมลล์
หรือ
ทิ้งไว้ที่นี่
โอเค
ไปโรงเรียนดีกว่า
เหนื่อยมาก
PS. to GIBBS -
I've been trying to reach u in past few days at 4pm (states' time)
but apparently u werent there
but neway ill try again at some stage
ive sooo many things to get u up-to-date
ttyl then
ถึง ปอย
เธออยู่ข้างฉันเสมอเลย
ซึ้งใจจัง :)
ถึง หมิง
ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ
ขอบคุณมากจริงๆ
สงวนสิทธิ์สำหัรบเจ้าของบทความเท่านั้น
เคยรู้สึกเหมือนผมกันบ้างรึเปล่า
ที่ว่า บางครั้งน่ะ เราก็ต้องการหาคนคอยรับฟังเรื่องราวชีวิตเหมือนกัน
เพื่อน คงเป็นตัวเลือกแรกๆที่คนทั่วไปจะเลือก รวมถึงตัวผมเอง
เพื่อนนี่รวมสองเพศน่ะ คือทั้งชาย ทั้งหญิง
แต่ส่วนใหญ่
ผมจะเลือกเพื่อนผู้หญิง ไม่รู้ทำไม
รู้สึกว่าผู้หญิงจะยอมทนฟังเรื่องเครียดๆมากกว่าเพื่อนผู้ชาย
แต่วันไหนก็ตามที่มีเรื่องร้อนใจ
และแน่นอน ย่อมคาดหวัง ที่จะให้เขาเหล่านั้นรับฟังเหมือนก่อนก่อน
แล้วถ้าวันหนึ่งที่เขาเหล่านั้นไม่ฟังอีกต่อไปแล้วล่ะ
??
ก็แค่อยากหาคนที่มารับฟังได้บ้าง
มันเหมือนอุ่นใจ ที่อย่างน้อยก็ยังมีเพื่อนอยู่ข้างเรา
แต่ว่าหลายวันนี้
ไม่ได้คุยกับเพื่อนเลย ซักคนเดียว
เอ็มก็เปิดทิ้งไว้งั้นๆ
แต่ก็ไม่มีคนมาคุยด้วย
อีกอย่างตัวผมเองก็ไม่มีเวลาจะคุยกับพวกเขาเหมือนกัน
ตอนนี้เหมือนล่องเรือคนเดียว แบบไม่มีผู้ช่วย
ไม่มีลูกเรือ
แม่งเคว้งชิบหายเลย
เอาจริงๆ
..
ไม่เป็นไร
ยังไงกูก็ยังต้องทำหน้าที่ของกูต่อไป
เวลาผ่านไปผ่านไป ไม่เคยรอใคร
บางทีก็อยากจะให้วันหนึ่งมีมากกว่า 24 ชั่วโมง
เพราะว่าในเวลา 24 ชั่วโมงไม่สามารถทำทุกอย่างที่จำเป็นต้องทำได้
รวมถึงการนอนวันละ 8-10 ชั่วโมง
ไม่มีเวลานอน เพราะมันแต่ซ้อมเปียโน
อ่านหนังสือ
กว่าจะได้นอน รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนตื่นนอน ว่าต้องไปโรงเรียนอีกแล้ว
โคตรรู้สึกยอมแพ้ เลยว่ะ
ชีวิตแม่งโหดเกินไปละ
เห็นไหมว่าเวลาที่ต้องการใครซักคนนั่งฟัง แล้วมันหาไม่เจอ
มันเจ็บปวด
ไม่เป็นไร
ไดอารี่นี่แม่งก็ช่วยได้เหมือนกัน
วันเสาร์นี้มีแข่งเปียโน
วันอาทิตย์มีคอนเสิร์ต
โอ้มายกู้ดเนส
ไม่เป็นไร
อดทนไว้
..
อดทนไว้
ช่วงนี้เบื้อเบื่อเหลือเกินนนน
โอ้มายก้อด
ไม่รู้ว่าเป็น(เหี้ย)อะไร
ชีวิตแม่งก็ประสบความสำเร็จดีนี่หว่า
แต่กลับหมดอะไรตายอยาก
ซะงั้นน่ะ
555
มีจุดมุ่งหมายสุดๆ
แต่ว่าไม่มีแรงบัลดาลใจให้บรรลุจุดหมายอ่ะดิ
ตอนนี้รู้สึกว่าความคิดของตัวเองกำลังเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
ไม่รู้ว่าเด็กขึ้นหรือโตขึ้น
แต่ว่าเมื่อก่อนนะ
เพิ่มจะมองความสำเร็จระยะยาว
หมายถึงว่า จะมองว่า ปีนี้ประสบความสำเร็จไหม
หรือ ครึ่งปีที่ผ่านมา
ตัวเรานี้มีการพัฒนาไปในทางไหน
แต่พอยิ่งเวลาผ่านไปเรื่อยๆ
การพิจารณาตัวเองมันสั้นลงขึ้นทุกวัน
จากการประเมินผลรายปี
กลายเป็นรายครึ่งปี
แล้วก็เป็นแบบไตรมาส
แล้วมันก็กลายเป็นทุกเดือน
จนถึงตอนนี้มันกลายเป็นรายวันมากกว่า
วันนั้นนั่งคิดนอนคิดทฤษฎีใหม่ได้อย่างนึง
ว่า
ถ้าเราพิจารณาความสมบูรณ์ถี่ขึ้นเท่าไหร่
ก็หมายความว่า
เราจะยิ่งเข้าใกล้ความสำเร็จเท่านั้น
คือแบบ
ถ้ามองความเร็จแค่ทุกๆวัน
ถ้าทุกๆวันทำให้ดีที่สุด
ก็จะได้รับสิ่งที่ดีดีอยู่แล้ว
แต่ถ้ายิ่งมองละเอียดเข้าไปอีก
กลายเป็นทุกๆชั่วโมง
ถ้าทำทุกชั่วโมงในหนึ่งวันให้สมบูรณ์เป็นเอกเทศน์
ชีวิตก็จะยิ่งสมบูรณ์
ยิ่งละเอียดขึ้นเท่าไหร่
ก็ยิ่งดีกับตัวเราเองมากเท่านั้น
แบบนี้ก็เข้ากับหลักทำสมาธิของพุทธศาสนาที่ว่า
เราต้องมีสติสัมปชัญญะ
ในทุกๆลมหายใจ
ไม่ใช่วัดผลโดยรวม
ถ้าแบบนี้
สักวันหนึ่งมันคงกลายเป็น
ตัวของเราวัดผลตัวเองทุกๆนาทีของชีวิต
เพราะฉะนั้น
เวลาทุกๆนาที
ก็จะถูกใช้อย่างมีคุณค่า
บางคนก็บอกว่า
ผมใช้ชีวิตเคร่งเครียดไปรึเปล่า
จะตอบว่าใช่
ก็คงไม่ผิด
เพราะว่าชีวิตเราไม่รู้จะอยู่ถึงเมื่อไหร่
เวลาทุกคนมีเท่ากัน
แต่ความสำเร็จแต่ละคนไม่เท่ากัน
เพราะทักษะการใช้เวลาไม่เท่ากันน่ะสิ
เอ๊ะ
มันยังไงกัน
ผมเชื่อว่า
90% ของคนที่อ่านอยู่
ไม่เข้าใจว่าผมพูดเรื่องอะไร
แต่ไม่เป็นไร
ก็ไม่ได้หวังให้ใครมาเข้าใจ
เพราะมันคือ
ไดอารี่ของกู
นี่หว่า
เลยตั้งชื่อว่า
กูเพิ่ม
ไง
555
ไปดีกว่า
ถึงเวลานอนแล้ว
เหนื่อยชิบหาย
ถ่ายตอนตื่นนอนเมื่อเดือนที่แล้ว
555
น๊านนานเนอะ
สุดท้ายนี้
ขอขอบคุณพระเจ้า
ที่ให้ผมเกิดมาในโลกใบนี้
เพื่อบรรลุจุดหมายที่ท่านวางไว้
อย่างน้อย
ก็ทำให้ผมได้รู้ว่า
ความอดทน และ ความพยายาม
เป็นยังไง
:)
หวัดดีทุกคน
ว่าไงกันบ้างครับ
ผมสบายดี
:)
สบายดีจริงๆ ไม่ได้ตอแหล
แต่เหนื่อยกายสุดๆ เพราะใช้ชีวิตแบบหนักหน่วงมาครึ่งปีแล้ว
เหมือนเชือกที่ขึงตึงสุดสุด ถ้าเมื่อไหร่มีของมีคมนิดเดียวมาสะกิดก็
แบง
ขาดแบบต่อไม่ติด
555
แต่ไม่เป็นไร
ยังไปไหวอยู่
เดี๊ยวอีกแป๊ปๆก็ได้กลับบ้านแล้ว
ดีใจจัง
ตอนนี้ใจอยู่ที่เมืองไทยแล้ว
โคตรคิดถึงบ้านเลย
แต่ก็ไม่รู้ว่าจะใช้คำว่าคิดถึงบ้าน ได้รึเปล่า
เพราะกลับไป ก็ไม่ค่อยจะอยู่บ้าน
เพียงแต่รู้สึกอุ่นใจ ที่อย่างน้อยก็ได้กลับไปเจออะไรที่คุ้นเคย
มันรู้สึกสบายใจแบบบอกไม่ถูก
ตอนนี้ในใจก็ท่องไว้ทุกวันว่า
ไม่เป็นไร อีกแป๊ปเดียว
โบราณเขาบอกว่า ไม่มีความสำเร็จที่ปราศจากหยาดเหงื่อ
เขาบอกอีกว่า ถ้าไม่เจอทุกข์ ก็คงไม่เจอสุข เพราะไม่เห็นถึงความแตกต่าง
ความจริงมันก็ไม่ได้ทุกข์หรอก
มันแค่เหนื่อย
มีเรื่องกวนใจมากมาย
น่าเบื่อจริงๆ
พอมีเรื่องกวนใจ ก็ไม่มีสมาธิจะทำอะไร
แต่ว่าไม่เป็นไร นั่งสมาธิช่วยผมได้เยอะ
อยากกินข้าวหมูแดงที่ตึกชาญอิสระมาก
ตอนนี้มีอาสาสมัครชื่อ หมิง จะไปกินด้วยกัน เมื่อกลับไทย
555
เธอยังบอกอีกว่า เดี๊ยวจะหาร้านอาหารอร่อยๆแล้วพาไปกิน
ผมก็เลยงงๆว่า เธอจะเลี้ยงด้วยรึเปล่า :P

เมื่อคืนเสือกออนเอ็มทิ้งไว้
มีท่านผู้ประสงค์ดีทักมาหลายท่าน
แต่ผมไม่สามารถตอบได้ เพราะว่าหลับปุ๋ยอยู่
ถ้าใครมีเรื่องคอขาดบาดตายติดต่อผมได้โดย
ส่งเมลล์
หรือ
ทิ้งไว้ที่นี่
โอเค
ไปโรงเรียนดีกว่า
เหนื่อยมาก
PS. to GIBBS -
I've been trying to reach u in past few days at 4pm (states' time)
but apparently u werent there
but neway ill try again at some stage
ive sooo many things to get u up-to-date
ttyl then
ถึง ปอย
เธออยู่ข้างฉันเสมอเลย
ซึ้งใจจัง :)
ถึง หมิง
ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ
ขอบคุณมากจริงๆ
สงวนสิทธิ์สำหัรบเจ้าของบทความเท่านั้น
ห่างหายไปนาน
ต้องค่อยๆเล่าว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
เรื่องแรกที่น่าดีใจมากครับ
555
คือผมได้รับเลือกเป็นตัวแทนในการวอร์มเปียโน steinway and sons model D
รุ่นนี้คือรุ่นท้อปของบริษัทนี้
แล้วบริษัทนี้ก็คือดีที่สุดของวงการผลิตเปียโนตั้งแต่เปียโนอุบัติขึ้นในโลกนี้
555
เดี๋ยวดูรูปกัน
ราคาประมาณของเปียโนหลังนี้ ก็คือ 7 ล้านบาท ที่เมืองไทย
ราคาสูงพอที่จะซื้อ Mercedes S class น่ะครับ
ภูมิใจจัง
:)
เปียโนต้องการการเล่นบ้าง มิฉะนั้นมันจะเหมือนรถที่ไม่ได้ถูกขับนานๆ
เพราะว่าเปียโนหลังนี้ ไม่ได้ถูกเล่นเลย
จะถูกเล่นต่อเมื่อมีคนมาออกคอนเสิร์ต ทีนี่
คราวนี้มาดูสถานที่ ที่เปียโนหลังนี้อยู่ ซะบ้าง (ที่ๆผมต้องไปวอร์ม)
สถานที่นี้เรียกว่า The Regent Broadway
ถือเป็น concert hall หนึ่งในที่ที่ดีที่สุดของนิวซีแลนด์
ความจุ 1400 กว่า ที่นั่ง
ยิ่งใหญ่เกินไป
555
เวที
ที่นั่งสองชั้น
บรรยากาศคอนเสิร์ต
ตอนนี้คาดหวังไว้ว่าปลายปีนี้ จะได้เล่นคอนเสิร์ตเดี่ยวที่นี่ด้วย
แต่เมื่อเห็นราคาในการเช่าฮอลนี้ถึงกับหนาว
เพราะว่าหนึ่งคอนเสิร์ต ค่าเช่าฮอลคือ
ประมาณ 2000 NZD
เทียบเป็นเงินไทยก็คือ คืนละประมาณห้าหมื่นบาท
พระเจ้าจอร์ช
แต่ก็หวังว่าจะหา sponsor ได้
:)
เรื่องที่สอง
แข่ง Chamber Music ชนะระดับ District
ทั้งประเทศมี 11 ไม่ก็ 12 Districts
แต่จะรอผลว่าจะได้เข้าไปแข่งระดับประเทศหรือไม่
เพราะเค้าจะคัด ดีที่สุดเพียง 4 วง จาก 11 หรือ 12 วง
หวังว่าจะได้เข้านะครับท่าน
วันจันทร์นี้ จะมีหนังสือพิมพ์มาสัมภาษณ์
เมื่อไหร่ที่ลงหนังสือพิมพ์แล้วจะเอามาลงให้ดู
เรื่องที่สาม
เนื่องจากอาทิตย์นี้เครียดจัด
เมื่อวาน (วันศุกร์) ไปตีปิงปองหลังข้าวเย็น
ตั้งแต่ทุ่มนึงถึงห้าทุ่ม
กลับบ้านแทบสลบ
แต่เพราะว่าหิวเกิน
เลยต้องทำพายกิน หลังจากนั้นยังไม่อิ่ม เลยซัดไอศกรีมไปอีกถ้วยใหญ่
เมื่ออิ่มท้องเลยนอน
แต่ยังไม่วาย
เช้าวันนี้ (วันเสาร์) มีแข่งบอล
ต้องรีบตื่นแต่เช้า
ไปเตะบอล
ผลปรากฎว่า พวกเราชนะ 5-0
:)
น่าแปลกใจจังว่าทำไมมีแต่เรื่องดีดีเกิดขึ้นในปีนี้
ขอขอบคุณผู้สนับสนุนทุกท่าน ที่ถ้าเอ่ยนาม คงต้องพิมพ์ไม่รู้จบสิ้น
ต่อไปขออัพข่าวความรัก
วันพรุ่งนี้ 11 มิถุนายน 2549 จะเป็นวันครบรอบหนึ่งปีแห่ง
"สนธิสัญญา 11 มิถุนายน"
ที่เพิ่มกับจิ๊บได้ให้กันไว้ ปีที่แล้ว
ใจความว่า ถ้าถึงตอนนั้น (หนึ่งปีต่อจากวันนั้น) ถ้าเพิ่มยังรักจิ๊บอยู่
เราจะเป็นแฟนกัน
เพิ่มไม่รู้หรอกนะ ว่าจิ๊บจำได้ไหม
ลึกๆแล้ว เพิ่มว่าจิ๊บก็คงจำได้
ถ้าเธอยังไม่ลืม ฉันขออะไรอย่างหนึ่งได้ไหม
"เราเป็นแฟนกันนะ"
ฉันรักเธอ พิมลแข
เคยรู้สึกเหมือนผมกันบ้างรึเปล่า
ที่ว่า บางครั้งน่ะ เราก็ต้องการหาคนคอยรับฟังเรื่องราวชีวิตเหมือนกัน
เพื่อน คงเป็นตัวเลือกแรกๆที่คนทั่วไปจะเลือก รวมถึงตัวผมเอง
เพื่อนนี่รวมสองเพศน่ะ คือทั้งชาย ทั้งหญิง
แต่ส่วนใหญ่
ผมจะเลือกเพื่อนผู้หญิง ไม่รู้ทำไม
รู้สึกว่าผู้หญิงจะยอมทนฟังเรื่องเครียดๆมากกว่าเพื่อนผู้ชาย
แต่วันไหนก็ตามที่มีเรื่องร้อนใจ
และแน่นอน ย่อมคาดหวัง ที่จะให้เขาเหล่านั้นรับฟังเหมือนก่อนก่อน
แล้วถ้าวันหนึ่งที่เขาเหล่านั้นไม่ฟังอีกต่อไปแล้วล่ะ
??
ก็แค่อยากหาคนที่มารับฟังได้บ้าง
มันเหมือนอุ่นใจ ที่อย่างน้อยก็ยังมีเพื่อนอยู่ข้างเรา
แต่ว่าหลายวันนี้
ไม่ได้คุยกับเพื่อนเลย ซักคนเดียว
เอ็มก็เปิดทิ้งไว้งั้นๆ
แต่ก็ไม่มีคนมาคุยด้วย
อีกอย่างตัวผมเองก็ไม่มีเวลาจะคุยกับพวกเขาเหมือนกัน
ตอนนี้เหมือนล่องเรือคนเดียว แบบไม่มีผู้ช่วย
ไม่มีลูกเรือ
แม่งเคว้งชิบหายเลย
เอาจริงๆ
..
ไม่เป็นไร
ยังไงกูก็ยังต้องทำหน้าที่ของกูต่อไป
เวลาผ่านไปผ่านไป ไม่เคยรอใคร
บางทีก็อยากจะให้วันหนึ่งมีมากกว่า 24 ชั่วโมง
เพราะว่าในเวลา 24 ชั่วโมงไม่สามารถทำทุกอย่างที่จำเป็นต้องทำได้
รวมถึงการนอนวันละ 8-10 ชั่วโมง
ไม่มีเวลานอน เพราะมันแต่ซ้อมเปียโน
อ่านหนังสือ
กว่าจะได้นอน รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนตื่นนอน ว่าต้องไปโรงเรียนอีกแล้ว
โคตรรู้สึกยอมแพ้ เลยว่ะ
ชีวิตแม่งโหดเกินไปละ
เห็นไหมว่าเวลาที่ต้องการใครซักคนนั่งฟัง แล้วมันหาไม่เจอ
มันเจ็บปวด
ไม่เป็นไร
ไดอารี่นี่แม่งก็ช่วยได้เหมือนกัน
วันเสาร์นี้มีแข่งเปียโน
วันอาทิตย์มีคอนเสิร์ต
โอ้มายกู้ดเนส
ไม่เป็นไร
อดทนไว้
..
อดทนไว้
ช่วงนี้เบื้อเบื่อเหลือเกินนนน
โอ้มายก้อด
ไม่รู้ว่าเป็น(เหี้ย)อะไร
ชีวิตแม่งก็ประสบความสำเร็จดีนี่หว่า
แต่กลับหมดอะไรตายอยาก
ซะงั้นน่ะ
555
มีจุดมุ่งหมายสุดๆ
แต่ว่าไม่มีแรงบัลดาลใจให้บรรลุจุดหมายอ่ะดิ
ตอนนี้รู้สึกว่าความคิดของตัวเองกำลังเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
ไม่รู้ว่าเด็กขึ้นหรือโตขึ้น
แต่ว่าเมื่อก่อนนะ
เพิ่มจะมองความสำเร็จระยะยาว
หมายถึงว่า จะมองว่า ปีนี้ประสบความสำเร็จไหม
หรือ ครึ่งปีที่ผ่านมา
ตัวเรานี้มีการพัฒนาไปในทางไหน
แต่พอยิ่งเวลาผ่านไปเรื่อยๆ
การพิจารณาตัวเองมันสั้นลงขึ้นทุกวัน
จากการประเมินผลรายปี
กลายเป็นรายครึ่งปี
แล้วก็เป็นแบบไตรมาส
แล้วมันก็กลายเป็นทุกเดือน
จนถึงตอนนี้มันกลายเป็นรายวันมากกว่า
วันนั้นนั่งคิดนอนคิดทฤษฎีใหม่ได้อย่างนึง
ว่า
ถ้าเราพิจารณาความสมบูรณ์ถี่ขึ้นเท่าไหร่
ก็หมายความว่า
เราจะยิ่งเข้าใกล้ความสำเร็จเท่านั้น
คือแบบ
ถ้ามองความเร็จแค่ทุกๆวัน
ถ้าทุกๆวันทำให้ดีที่สุด
ก็จะได้รับสิ่งที่ดีดีอยู่แล้ว
แต่ถ้ายิ่งมองละเอียดเข้าไปอีก
กลายเป็นทุกๆชั่วโมง
ถ้าทำทุกชั่วโมงในหนึ่งวันให้สมบูรณ์เป็นเอกเทศน์
ชีวิตก็จะยิ่งสมบูรณ์
ยิ่งละเอียดขึ้นเท่าไหร่
ก็ยิ่งดีกับตัวเราเองมากเท่านั้น
แบบนี้ก็เข้ากับหลักทำสมาธิของพุทธศาสนาที่ว่า
เราต้องมีสติสัมปชัญญะ
ในทุกๆลมหายใจ
ไม่ใช่วัดผลโดยรวม
ถ้าแบบนี้
สักวันหนึ่งมันคงกลายเป็น
ตัวของเราวัดผลตัวเองทุกๆนาทีของชีวิต
เพราะฉะนั้น
เวลาทุกๆนาที
ก็จะถูกใช้อย่างมีคุณค่า
บางคนก็บอกว่า
ผมใช้ชีวิตเคร่งเครียดไปรึเปล่า
จะตอบว่าใช่
ก็คงไม่ผิด
เพราะว่าชีวิตเราไม่รู้จะอยู่ถึงเมื่อไหร่
เวลาทุกคนมีเท่ากัน
แต่ความสำเร็จแต่ละคนไม่เท่ากัน
เพราะทักษะการใช้เวลาไม่เท่ากันน่ะสิ
เอ๊ะ
มันยังไงกัน
ผมเชื่อว่า
90% ของคนที่อ่านอยู่
ไม่เข้าใจว่าผมพูดเรื่องอะไร
แต่ไม่เป็นไร
ก็ไม่ได้หวังให้ใครมาเข้าใจ
เพราะมันคือ
ไดอารี่ของกู
นี่หว่า
เลยตั้งชื่อว่า
กูเพิ่ม
ไง
555
ไปดีกว่า
ถึงเวลานอนแล้ว
เหนื่อยชิบหาย
ถ่ายตอนตื่นนอนเมื่อเดือนที่แล้ว
555
น๊านนานเนอะ
สุดท้ายนี้
ขอขอบคุณพระเจ้า
ที่ให้ผมเกิดมาในโลกใบนี้
เพื่อบรรลุจุดหมายที่ท่านวางไว้
อย่างน้อย
ก็ทำให้ผมได้รู้ว่า
ความอดทน และ ความพยายาม
เป็นยังไง
:)
หวัดดีทุกคน
ว่าไงกันบ้างครับ
ผมสบายดี
:)
สบายดีจริงๆ ไม่ได้ตอแหล
แต่เหนื่อยกายสุดๆ เพราะใช้ชีวิตแบบหนักหน่วงมาครึ่งปีแล้ว
เหมือนเชือกที่ขึงตึงสุดสุด ถ้าเมื่อไหร่มีของมีคมนิดเดียวมาสะกิดก็
แบง
ขาดแบบต่อไม่ติด
555
แต่ไม่เป็นไร
ยังไปไหวอยู่
เดี๊ยวอีกแป๊ปๆก็ได้กลับบ้านแล้ว
ดีใจจัง
ตอนนี้ใจอยู่ที่เมืองไทยแล้ว
โคตรคิดถึงบ้านเลย
แต่ก็ไม่รู้ว่าจะใช้คำว่าคิดถึงบ้าน ได้รึเปล่า
เพราะกลับไป ก็ไม่ค่อยจะอยู่บ้าน
เพียงแต่รู้สึกอุ่นใจ ที่อย่างน้อยก็ได้กลับไปเจออะไรที่คุ้นเคย
มันรู้สึกสบายใจแบบบอกไม่ถูก
ตอนนี้ในใจก็ท่องไว้ทุกวันว่า
ไม่เป็นไร อีกแป๊ปเดียว
โบราณเขาบอกว่า ไม่มีความสำเร็จที่ปราศจากหยาดเหงื่อ
เขาบอกอีกว่า ถ้าไม่เจอทุกข์ ก็คงไม่เจอสุข เพราะไม่เห็นถึงความแตกต่าง
ความจริงมันก็ไม่ได้ทุกข์หรอก
มันแค่เหนื่อย
มีเรื่องกวนใจมากมาย
น่าเบื่อจริงๆ
พอมีเรื่องกวนใจ ก็ไม่มีสมาธิจะทำอะไร
แต่ว่าไม่เป็นไร นั่งสมาธิช่วยผมได้เยอะ
อยากกินข้าวหมูแดงที่ตึกชาญอิสระมาก
ตอนนี้มีอาสาสมัครชื่อ หมิง จะไปกินด้วยกัน เมื่อกลับไทย
555
เธอยังบอกอีกว่า เดี๊ยวจะหาร้านอาหารอร่อยๆแล้วพาไปกิน
ผมก็เลยงงๆว่า เธอจะเลี้ยงด้วยรึเปล่า :P

เมื่อคืนเสือกออนเอ็มทิ้งไว้
มีท่านผู้ประสงค์ดีทักมาหลายท่าน
แต่ผมไม่สามารถตอบได้ เพราะว่าหลับปุ๋ยอยู่
ถ้าใครมีเรื่องคอขาดบาดตายติดต่อผมได้โดย
ส่งเมลล์
หรือ
ทิ้งไว้ที่นี่
โอเค
ไปโรงเรียนดีกว่า
เหนื่อยมาก
PS. to GIBBS -
I've been trying to reach u in past few days at 4pm (states' time)
but apparently u werent there
but neway ill try again at some stage
ive sooo many things to get u up-to-date
ttyl then
ถึง ปอย
เธออยู่ข้างฉันเสมอเลย
ซึ้งใจจัง :)
ถึง หมิง
ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ
ขอบคุณมากจริงๆ
สงวนสิทธิ์สำหัรบเจ้าของบทความเท่านั้น
ห่างหายไปนาน
ต้องค่อยๆเล่าว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
เรื่องแรกที่น่าดีใจมากครับ
555
คือผมได้รับเลือกเป็นตัวแทนในการวอร์มเปียโน steinway and sons model D
รุ่นนี้คือรุ่นท้อปของบริษัทนี้
แล้วบริษัทนี้ก็คือดีที่สุดของวงการผลิตเปียโนตั้งแต่เปียโนอุบัติขึ้นในโลกนี้
555
เดี๋ยวดูรูปกัน
ราคาประมาณของเปียโนหลังนี้ ก็คือ 7 ล้านบาท ที่เมืองไทย
ราคาสูงพอที่จะซื้อ Mercedes S class น่ะครับ
ภูมิใจจัง
:)
เปียโนต้องการการเล่นบ้าง มิฉะนั้นมันจะเหมือนรถที่ไม่ได้ถูกขับนานๆ
เพราะว่าเปียโนหลังนี้ ไม่ได้ถูกเล่นเลย
จะถูกเล่นต่อเมื่อมีคนมาออกคอนเสิร์ต ทีนี่
คราวนี้มาดูสถานที่ ที่เปียโนหลังนี้อยู่ ซะบ้าง (ที่ๆผมต้องไปวอร์ม)
สถานที่นี้เรียกว่า The Regent Broadway
ถือเป็น concert hall หนึ่งในที่ที่ดีที่สุดของนิวซีแลนด์
ความจุ 1400 กว่า ที่นั่ง
ยิ่งใหญ่เกินไป
555
เวที
ที่นั่งสองชั้น
บรรยากาศคอนเสิร์ต
ตอนนี้คาดหวังไว้ว่าปลายปีนี้ จะได้เล่นคอนเสิร์ตเดี่ยวที่นี่ด้วย
แต่เมื่อเห็นราคาในการเช่าฮอลนี้ถึงกับหนาว
เพราะว่าหนึ่งคอนเสิร์ต ค่าเช่าฮอลคือ
ประมาณ 2000 NZD
เทียบเป็นเงินไทยก็คือ คืนละประมาณห้าหมื่นบาท
พระเจ้าจอร์ช
แต่ก็หวังว่าจะหา sponsor ได้
:)
เรื่องที่สอง
แข่ง Chamber Music ชนะระดับ District
ทั้งประเทศมี 11 ไม่ก็ 12 Districts
แต่จะรอผลว่าจะได้เข้าไปแข่งระดับประเทศหรือไม่
เพราะเค้าจะคัด ดีที่สุดเพียง 4 วง จาก 11 หรือ 12 วง
หวังว่าจะได้เข้านะครับท่าน
วันจันทร์นี้ จะมีหนังสือพิมพ์มาสัมภาษณ์
เมื่อไหร่ที่ลงหนังสือพิมพ์แล้วจะเอามาลงให้ดู
เรื่องที่สาม
เนื่องจากอาทิตย์นี้เครียดจัด
เมื่อวาน (วันศุกร์) ไปตีปิงปองหลังข้าวเย็น
ตั้งแต่ทุ่มนึงถึงห้าทุ่ม
กลับบ้านแทบสลบ
แต่เพราะว่าหิวเกิน
เลยต้องทำพายกิน หลังจากนั้นยังไม่อิ่ม เลยซัดไอศกรีมไปอีกถ้วยใหญ่
เมื่ออิ่มท้องเลยนอน
แต่ยังไม่วาย
เช้าวันนี้ (วันเสาร์) มีแข่งบอล
ต้องรีบตื่นแต่เช้า
ไปเตะบอล
ผลปรากฎว่า พวกเราชนะ 5-0
:)
น่าแปลกใจจังว่าทำไมมีแต่เรื่องดีดีเกิดขึ้นในปีนี้
ขอขอบคุณผู้สนับสนุนทุกท่าน ที่ถ้าเอ่ยนาม คงต้องพิมพ์ไม่รู้จบสิ้น
ต่อไปขออัพข่าวความรัก
วันพรุ่งนี้ 11 มิถุนายน 2549 จะเป็นวันครบรอบหนึ่งปีแห่ง
"สนธิสัญญา 11 มิถุนายน"
ที่เพิ่มกับจิ๊บได้ให้กันไว้ ปีที่แล้ว
ใจความว่า ถ้าถึงตอนนั้น (หนึ่งปีต่อจากวันนั้น) ถ้าเพิ่มยังรักจิ๊บอยู่
เราจะเป็นแฟนกัน
เพิ่มไม่รู้หรอกนะ ว่าจิ๊บจำได้ไหม
ลึกๆแล้ว เพิ่มว่าจิ๊บก็คงจำได้
ถ้าเธอยังไม่ลืม ฉันขออะไรอย่างหนึ่งได้ไหม
"เราเป็นแฟนกันนะ"
ฉันรักเธอ พิมลแข
วันนี้นั่งอ่านไดอารี่ของผู้หญิงคนหนึ่ง
ตัวอักษรหลายพันหลายหมื่นตัวของเธอที่ได้บรรจงเรียงร้อยออกมาเป็นถ้อยคำช่างมีความหมาย
เธอบรรยายถึงความรักที่เธอมีให้กับคนรักของเธอ
เธอกล่าวถึงการที่เธอกับเขาได้อยู่ด้วยกัน
ทำอาหารกันให้กิน
ฯลฯ
พอได้อ่านแล้วก็อดปลื้มเจือเศร้าไปไม่ได้
ปลื้มที่เธอช่างใส่ใจกับความรักของเธออย่างนั้น
และเศร้ากับตัวเอง ที่ครั้งหนึ่งก็เคยมีความรักแบบเธอเหมือนกัน
ความจริงคำว่า "อิจฉา" น่าจะเป็นคำที่เหมาะสม
ฉันอิจฉาเขาเหลือเกิน ที่มีคนให้คอยถ่ายรูปด้วยกันเสมอ
ฉันอิจฉาเขาเหลือเกิน ที่มีคนคอยโทรหา มีคนคอยไปไหนด้วยกันตลอด
ฉันช่างอิจฉาเขาจริงๆ
วันหนึ่งฉันก็เคยมีคนคนนั้นเคียงข้างตัวฉันเหมือนกัน
ช่วงแรกๆที่เราพบกัน ฉันมักจะประหม่าทุกครั้งที่ต้องเจอกับเธอ
ความมั่นใจของฉันมันดูจะอันธนาการหายไปอย่างหมดจด
ฉันเคยถามตัวเองเมื่อก่อน ว่าทำไมฉันถึงเป็นอย่างนั้น
แต่ฉันไม่เคยตอบคำถามได้เลย
วันนี้ฉันรู้แล้วล่ะ คงเป็นเพราะว่าฉันชอบเธอมาก
ฉันชอบเธอมาก ตั้งแต่ครั้งแรกๆที่เราคุยกัน
เธอเป็นคนคุยเก่ง คุยกับเธอทีไร มันทำให้ฉันยิ้มหัวเราะได้ทุกครั้ง
ฉันไม่รู้ว่าเพราะอะไร และทำไมฉันถึงกล้าดีบอกชอบเธอเมื่อหนึ่งสัปหาด์หลังการคุยกันครั้งแรก
ฉันเพียงพยายามซื่อสัตย์ต่อตัวเองกระมัง
เราเจอกันบ่อยขึ้น
จากเดือนละครั้ง ก็ขยับขึ้นมาเป็นสองอาทิตย์ครั้ง
อาทิตย์ละหนึ่งครั้ง
..
ฉันยังจำได้ วันที่ฉันกินข้าวกลางวันกับเธอเป็นครั้งแรก
ครั้งนั้นเธอมาสาย และฉันสั่งอาหารมามากเหลือเกิน
มันเหลือเยอะแยะ แต่ฉันก็ยังมีความสุข
เธอก็ดูมีความสุขเหมือนกัน ..
ฉันยังจำได้ วันที่ฉันผูกเชือกรองเท้าให้เธอ
เพราะว่าเธอวุ่นวายกับการจ่ายเงินในร้านไอศกรีม
ฉันไม่อยากเป็นคนไร้ประโยชน์ จึงก้มตัวไปผูกให้เธออย่างเต็มใจ
สิ่งที่ได้กลับมา มันช่างมีคุณค่า
"รอยยิ้ม"
ยิ่งนึกถึงอดีต
ก็ยิ่งพบแต่ความทรงจำดีดีที่มันถูกเก็บมานาน
ทุกๆครั้งที่ฉันเจอกับเธอ ฉันจะเตรียมผ้าเช็ดหน้าสะอาดหนึ่งผืนเสมอ
เพราะเธอเป็นคนเหงื่อออกง่าย ผ้าเช็ดหน้าของฉัน ก็พอจะมีประโยชน์เสียบ้างที่ได้ซับเหงื่อของเธอ
มือสองข้างของฉัน ก็ได้ทำหน้าที่ของมันในการถือของให้เธอ
ขาของฉัน ก็ได้เดินพาตัวฉัน ไปรับไปส่งเธออยู่เรื่อยไป
เหมือนความสุขของเราสองคนจะพุ่งถึงขีดสุด
แล้วในวันหนึ่ง ทุกอย่างมันก็พังทลายต่อหน้าต่อตาของฉัน
วันพฤหัสที่ 23 ธันวาคม 2547
วันนั้นเธอบอกกับผมว่าเราคงไปด้วยกันไม่ได้อีก
เธอรู้สึกแย่ ที่เราสองคนต้องคอยทะเลาะกันทุกครั้งที่คุยกัน
เธอคงรู้สึกแย่มาก ที่ต้องคุยกับฉัน เพราะเธอบอกกับฉันว่า
เธอไม่อยากกลับบ้าน เพราะเธอรู้ว่าถ้าเธอกลับบ้าน เราก็คงต้องคุยกัน และเราก็คงต้องทะเลาะกัน
ฉันพยายามหาคำตอบในคำพูดของเธอ
คนรอบข้างกายฉันบอกว่าทุกอย่างมันจบหมดแล้ว
ฉันก็พยายามจะเริ่มมีชีวิตใหม่ โดยที่ไม่มีเธอ
มันเป็นแบบนั้นอยู่เพียงไม่กี่วัน
ฉันก็กลับไปคุยกับเธอเหมือนเดิม
ฉันพยายามขอเธอคืนดี ด้วยถ้อยคำต่างๆนาๆ ที่ถ่ายทอดออกมาจากใจของฉัน
มันไม่สำเร็จ
เราเริ่มคุยกันน้อยลง
เธอเริ่มมีคนชอบใหม่
มีเพียงฉันที่ยังนั่งจมปรักกับที่ๆเดิม ช่วงเวลาเดิมๆ
อีกไม่กี่เดือนหลังจากนั้น
เราก็กลับมาคุยกันเหมือนเดิม ในช่วงปลายพักการศึกษา
เปิดเทอมใหม่ ฉันยังอยู่โรงเรียนเดิม
แต่เธอสอบติดโรงเรียนรัฐบาลชื่อดัง และเธอไม่ปล่อยโอกาสดีดีในชีวิตหลุดลอยไป
เธอเลือกที่จะเข้าเรียนในสถานศึกษาแห่งใหม่
เราได้คุยกันทุกวัน
ได้พบกันบ่อยขึ้น
แต่กระนั้นแล้ว ทุกอย่างมันก็ไม่สามารถเป็นไปได้อย่างราบรื่น
เราทะเลาะกันบ้าง เป็นบางครั้ง
จนวันหนึ่งที่ฉันตัดสินใจมาเรียนที่นี่
เวลาของเรามันเหลือน้อยเหลือเกิน
ทั้งฉันและเธอคงตระหนักได้ว่า ช่วงเวลาแบบนี้มันคงอยู่กับเราไปอีกไม่นาน
เราเจอกันทุกวัน
ฉันไปหาเธอที่โรงเรียนหลังเลิกเรียน
ไปส่งเธอทุกเย็น และรอดูเธอขึ้นรถ จากสถานีรถไฟฟ้าทองหล่อ
มันช่างเป็นเวลาที่ฉันมีความสุข
ฉันพร่ำบ่นกับตัวเองว่า ทำไมเรื่องแบบนี้มันไม่เกิดให้เร็วกว่านี้สักหน่อย
หลังจากนั้นไม่นาน เดือนสิงหาคม 2548 ก็มาถึง
ฉันต้องไปนิวซีแลนด์ และเธอก็ต้องไปอเมริกา
มันเหมือนเป็นเดือนแห่งการร่ำลา
ฉันไม่ให้เธอมาส่งที่สนามบิน เพราะเธอต้องกลับบ้านคนเดียว
ฉันเป็นห่วงเธอ เพราะเธอไม่กล้าที่จะให้พ่อแม่ของฉันไปส่ง
ฉันรู้ว่าเธอจะถึงบ้านปลอดภัย ถึงแม้เธอต้องกลับเอง
แต่ลึกๆแล้ว ฉันก็อดไม่สบายใจไม่ได้
ฉันเกลียดการลาจาก
ฉันเป็นคนที่พูดคำว่า ลาก่อน ได้ไม่ดีนัก
ฉันไม่อยากร้องไห้
ฉันไม่อยากให้เธอเห็นฉันเป็นคนอ่อนแอ
ข้อความที่เธอส่งมาให้ฉันผ่านโทรศัพท์มือถือ มันยังเด่นชัดอยู่ในความจำของฉัน
เธอกลัวว่าทุกอย่างมันจะพังทลาย เช่นเดียวกันกับฉัน
ฉันกลัวเหลือเกินที่ทุกอย่างมันจะหายไปกับกาลเวลาและระยะทาง
ฉันสัญญากับเธอว่าฉันจะรอเธอกลับมา
ฉันบอกกับเธอว่า "เมื่อเธอกลับมา เราจะเป็นแฟนกันอีกครั้ง"
ฉันรักษาสัญญามาได้จนถึงวันหนึ่ง
วันที่เธอบอกกับฉันว่า
"เธอไม่ต้องรอฉันหรอก เพราะฉันก็ไม่รู้ว่าวันหนึ่งที่เราเจอกัน ความรู้สึกของฉันที่มีให้เธอมันจะยังคงอยู่หรือไม่"
ฉันท้อแท้
ฉันบอกกับตัวเองว่า ฉันเหนื่อยมากแล้ว
การที่ต้องรอบางอย่าง ทั้งๆที่ไม่รู้ว่ามันจะเป็นจริงหรือเปล่า มันช่างเจ็บปวด
สัญญานี้ เป็นสัญญาแรกในชีวิตของฉันที่ให้กับเธอ แล้วฉันทำไม่สำเร็จ
ฉันเสียใจ
ฉันจะไม่แก้ตัว
ฉันรู้ว่าฉันผิด
ดูเหมือนเธอจะไม่ยกโทษให้ฉัน
มันกำลังจะครบหนึ่งปี จากวันที่เราพบกันครั้งสุดท้าย
เธอกำลังจะกลับเมืองไทยอีกครั้ง
ฉันช่างอยากเจอเธอเหลือเกิน ถึงแม้ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้
ฉันไม่รู้ว่าทุกอย่างมันจะเป็นแบบไหน
ฉันเพียงแค่อยากพบเธอ
บอกกับเธอว่าฉันรักเธอมากแค่ไหน
กอดเธอให้แน่นๆ
ฉันเชื่อลึกๆว่าทุกอย่างมันจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม
ดีกว่าเดิม
เราจะกลับมารักกันอีก
และเราคงได้รักกันตลอดไป
แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไร
เมื่อเธอไม่แม้แต่จะตอบจดหมายของฉัน
ไม่แม้แต่จะกล่าวถึงฉัน ในชีวิตของเธอ
ฉันอาจจะเป็นเพียงคนไม่มีตัวตน ในโลกของเธอ
แต่ถึงอย่างนั้น
ฉันก็ยังรักเธอ
ฉันก็ยังรอคอยวันที่เราจะได้พบกัน
ฉันคิดถึงเธอทุกครั้งที่ฉันตื่นนอน
ฉันคิดถึงเธอทุกครั้งก่อนฉันจะหลับตาพักผ่อน
ฉันคิดถึงเธอทุกครั้งที่ได้เห็นตัวเลขของเรา
ใครสักคนช่วยบอกฉันที ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร
ถ้ามีคนถามฉันว่าทำไมต้องเอาลงไดอารี่ ทำไมไม่ส่งเมลล์ไปหาเธอ
ฉันคงต้องตอบว่า
เพราะเมื่อฉันส่งเมลล์หาเธอ ความความหวังที่จะได้รับเมลล์เธอตอบกลับมาของชั้นมันมักจะสลายไปทุกครั้ง
ฉันไม่อยากผิดหวังอีก
ถ้าฉันเพียงจะบอกเธอว่า
"ฉันรักเธอเสมอ"
เธอจะเชื่อฉันไหม
และถ้าบอกกับเธอว่า
"ฉันไม่ลืมสัญญาที่เคยให้ไว้กับเธอ"
เธอจะเชื่อฉันไหม?
เพิ่มรักจิ๊บมากๆนะ
กลับมารักกันอีกครั้งได้ไหม
ให้เพิ่มได้แก้ตัวอีกครั้งได้ไหม ?